ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คนที่กลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังพบการระบาดในอินเดีย แม้ในไทยจะยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่ด้วยอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึง 40% และยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง การทำความเข้าใจกลไกของโรคจึงเป็นสิ่งสำคัญ
- พาหะหลัก: ค้างคาวผลไม้ และสัตว์เลี้ยงอย่าง สุกร ม้า แมว แพะ แกะ
- การติดต่อ: สัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด หรือกินผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของสัตว์ที่มีเชื้อ
- ความรุนแรง: ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจและระบบประสาทส่วนกลาง
เจาะลึกความน่ากลัวของไวรัสนิปาห์และการแพร่กระจายสู่มนุษย์
สถานการณ์ไวรัสนิปาห์ ล่าสุดที่เกิดขึ้นในอินเดียตอกย้ำให้เห็นว่า โรคนี้สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือมูลของสัตว์ที่เป็นพาหะ โดยเฉพาะค้างคาวแม่ไก่ป่าฝนที่พบได้ทั่วไปในไทย ปัจจัยเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ในฟาร์มปศุสัตว์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การปีนต้นไม้ที่มีค้างคาวเกาะ หรือการรับประทานผลไม้ที่ตกอยู่ตามพื้นซึ่งอาจปนเปื้อนน้ำลายสัตว์ ความน่ากังวลที่สุดคือไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่กระจายจาก “คนสู่คน” ได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด ทำให้การกักกันโรคและการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สัญญาณของโรคอาจเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายไข้หวัด แต่สามารถพัฒนาไปสู่ภาวะไออย่างรุนแรง หายใจลำบาก และเข้าสู่ระยะวิกฤตที่เรียกว่า โรคสมองอักเสบนิปาห์ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการสับสน ซึม หรือชักกระตุก ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสหรือวัคซีนที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการรักษาโดยตรง แพทย์จึงต้องใช้วิธีรักษาตามอาการเป็นหลัก การป้องกันจึงเป็นเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ การล้างมือให้สะอาดหลังสัมผัสสัตว์ และการไม่กินผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ
แม้กรมควบคุมโรคจะยืนยันว่ายังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศไทย แต่การเตรียมพร้อมผ่านเครือข่าย One Health และการเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาด ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสตัวนี้เข้ามาสร้างความเสียหายในวงกว้าง ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรักษาความสะอาดของอุปกรณ์เครื่องใช้และการทำลายซากสัตว์อย่างถูกวิธี จะช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสเชื้อโดยไม่รู้ตัว และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนในระยะยาว
สรุป
ไวรัสนิปาห์ เป็นโรคที่อันตรายและมีความซับซ้อนในการรักษา เนื่องจากส่งผลต่อระบบสมองโดยตรง การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากสัตว์พาหะ รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล และคอยติดตามข่าวสารการเฝ้าระวังจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างสม่ำเสมอ